วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

การวินิจฉัยโรคเบาหวาน


การวินิจฉัย วิธีที่ดีที่สุดในการตรวจวินิจฉัยโรคเบาหวาน คือ 
การตรวจหาน้ำตาลในเลือดมักทำการตรวจเลือดในตอนเช้าหลังงดอาหารประมาณ 6 ชั่วโมง แต่การตรวจเลือดทำให้ค่อนข้างยากในชนบท เพราะราคาแพงและต้องการเครื่องมือพิเศษ ดังนั้น เราอาจจะใช้การตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะแทน ซึ่งจะใช้ช่วยในการวินิจฉัยโรคนี้ได้ดีพอสมควร โดยที่การตรวจปัสสาวะทำได้ง่าย และราคาถูกกว่า แม้ผลที่ได้จะไม่แน่นอนเท่ากับการตรวจเลือดก็ตาม การตรวจน้ำตาลในปัสสาวะ ถ้าตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะเกินกว่า 1+ ขึ้นไปควรแนะนำให้ไปตรวจเลือดเพื่อยืนยันว่า เป็นเบาหวานอีกครั้งที่โรงพยาบาล

โรคแทรกซ้อน

โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับโรคเบาหวาน แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท

ก. ประเภทเฉียบพลัน
ข. ประเภทเรื้อรัง

ก. ประเภทเฉียบพลัน เป็นโรคแทรกที่เกิดขึ้นหลังจากเป็นเบาหวานในเวลาไม่นานนัก อันตรายมากน้อยขึ้นอยู่กับสภาพและการรักษา มีดังต่อไปนี้
การติดเชื้อโรคได้ง่าย เนื่องจากการที่น้ำตาลในเลือดสูง ทำให้การทำงานของเม็ดเลือดขาวในการต้านทานเชื้อโรคลดลง การติดเชื้อพบได้ในแทบทุกอวัยวะ
ภาวะหมดสติจากน้ำตาลในเลือดสูงมากหรือต่ำมาก ซึ่งสามารถเปรียบเทียบอาการทั้ง 2 ได้จากตาราง
ตารางเปรียบเทียบอาการแสดงของผู้ป่วยที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำและสูง

ข. ประเภทเรื้อรัง เป็นโรคแทรกที่เกิดขึ้นหลังเป็นเบาหวานในเวลานานๆ อาจนานนับ 10 ปี เกิดขึ้นเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ( Microvascular) และหลอดเลือดโต (Macrovascular) ซึ่งจะนำไปสู่พยาธิสภาพเรื้อรังและถึงตายได้
<!--[if !supportLineBreakNewLine]-->
<!--[endif]-->
โรคความดันเลือดสูงในโรคเบาหวานพบได้ประมาณ 2 เท่าของคนไม่เป็นโรคเบาหวานเกิดเนื่องจากมีอินซูลินในร่างกายมากโดยกลไกเกิดขึ้นที่ท่อไต ทำให้มีการคั่งของเกลือโซเดียมเพิ่มปริมาตรของเลือดขึ้น และภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เพิ่มปริมาตรในเลือดเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เกิดความดันเลือดสูงได้

หลอดเลือดหัวใจอุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย จะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปที่หัวไหล่โดยเฉพาะข้างซ้าย อาจมีอาการหอบเหนื่อยจากหัวใจล้มเหลว เสียชีวิตได้โดยเฉียบพลัน

หลอดเลือดสมองตีบตัน ทำให้เป็นอัมพาต บางรายอาจมีอาการกลืนลำบาก พูดไม่ชัด การทำงานของสมองเลวลง

โรคของจอตา พยาธิสภาพเกิดขึ้นที่จอตา มีเลือดออก ขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้ตามองไม่เห็น

เส้นเลือดที่เท้าอุดตัน ทำให้เกิดเนื้อเน่าและเป็นแผลหายยาก

ไตวาย เริ่มแรกจะมีอาการบวม อ่อนเพลีย ต่อมาเมื่อไตเสียมากจะมีของเสียคั่งในร่างกายทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนในที่สุดจะปัสสาวะลดลงและเสียชีวิต

ประสาทอักเสบ ทำให้มีอาการชาตามปลายมือ ปลายเท้า ปัสสาวะลำบาก หมดความรู้สึกทางเพศ ท้องผูกสลับท้องเดิน

โรคแทรกของเบาหวานดังกล่าวแล้วพบได้เกือบทุกอวัยวะ โดยเฉพาะโรคแทรกเรื้อรังทำการรักษาได้ยากมาก และมักไม่หายขาด ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกเหล่านี้ขึ้น จึงเป็นวิธีที่ดีมาก การป้องกันนี้ทำได้โดยควบคุมรักษาเบาหวานให้ดี ต้องทำให้เร็วที่สุด และทำโดยสม่ำเสมอ จึงจะได้ผล

การวินิจฉัยการดูแลรักษา

หลักการของการให้การรักษาได้แก่
<!--[if !supportLineBreakNewLine]-->
<!--[endif]-->
โภชนาการด้วยการควบคุมอาหาร

เนื่องจากโรคเบาหวานไม่สามารถใช้น้ำตาลได้เช่นคนปกติ จึงมีความจำเป็นต้องให้การควบคุมอาหาร เพื่อให้น้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำกว่าปกติ หลักในการควบคุมอาศัยหลักสำคัญ 3 ประการคือ1.1 ปริมาณอาหาร ควรจะเพียงพอกับพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวคงที่
1.2 ส่วนประกอบของอาหารที่รับประทาน ยึดหลักอาหาร 5 หมู่ แต่ต้องปรับให้เหมาะสมคือ
(1) งดอาหารที่มีน้ำตาลทุกชนิด
(2) ลดอาหารจำพวกแป้ง
(3) รับประทานอาหารประเภทผักให้มากขึ้น
(4) อาหารประเภทโปรตีน แต่เนื้อสัตว์ไม่ควรติดมัน
(5) งดไขมันจากสัตว์ทุกชนิด ใช้น้ำมันพืชแทน
(6) งดกะทิ หนังสัตว์ทุกชนิด
(7) งดดื่มเหล้า เบียร์ บุหรี่
1.3 การแบ่งมื้ออาหาร ควรกระจายอาหารออกเป็นมื้อบ่อยๆ รับประทานทีละน้อย แต่รับประทานทุกมื้อ 
ยาลดน้ำตาลในเลือด
ยาลดน้ำตาลแบ่งเป็น 2 ชนิด
2.1 ยารักษาเบาหวานชนิดฉีด
2.2 ยารักษาเบาหวานชนิดรับประทาน

ในโรคเบาหวานมีความจำเป็นมากจะต้องใช้ยาตามแพทย์สั่งทั้งขนาดและจำนวน สำหรับยารักษาเบาหวานชนิดฉีด ควรฉีดยาก่อนอาหาร ประมาณ 30 นาที
ยาสมุนไพร ใช้รักษาเบาหวาน ยังไม่มียาสมุนไพรใดที่มีสรรพคุณแน่นอนในการรักษาโรคเบาหวาน ในปัจจุบันการค้นคว้าวิจัยยังกระทำอยู่

การออกกำลังกายที่เหมาะสม
การออกกำลังกายช่วยได้หลายประการ คือ
3.1 ทำให้กล้ามเนื้อใช้น้ำตาลเป็นพลังงานมากขึ้น ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
3.2 ช่วยให้น้ำหนักลดลง
3.3 ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ซึ่งช่วยลดโรคแทรกของเบาหวานบางอย่างลงได้


การดูแลตนเองในผู้ป่วยเบาหวาน
4.1 ควบคุมอาหารอย่าปล่อยให้อ้วน ไม่รับประทานของหวาน
4.2 ออกกำลังกายพอควรและสม่ำเสมอ ตามสภาพที่ร่างกายอำนวยให้
4.3 หมั่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือดและปัสสาวะ เพื่อดูระดับน้ำตาลในร่างกาย
4.4 รับประทานยาตามแพทย์สั่งโดยเคร่งครัดและสม่ำเสมอ
4.5 งดบุหรี่ สุราและของเค็ม
4.6 ดูแลรักษาเท้าให้สะอาดอยู่เสมอเพราะเมื่อมีบาดแผลจะทำให้แผลหายช้า
4.7 ทำจิตใจให้สบาย
4.8 มีท๊อฟฟี่หรือน้ำตาลไว้ เพื่อป้องกันการหมดสติจากน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป
4.9 ถ้ามีแผลหรือมีความผิดปกติใดๆ ควรปรึกษาแพทย์ทันที การตัดเล็บโดยเฉพาะเล็บเท้า ไม่ควรตัดสั้นติดผิวหนัง


การป้องกัน

1. รับประทานอาหารให้ถูกหลักและคงที่ โดยรับประทานพวกแป้งชนิดไม่หวาน เช่น ข้าว หลีกเลี่ยงพวกน้ำตาล อาหารโปรตีนควรได้จากพืชหรือสัตว์ ไขมันจากพืช เช่น ข้าวโพดและพวกผักเพราะส่วนใหญ่เป็นการทำให้การดูดซึมอาหารของลำไส้ช้าลง ทำให้น้ำตาลในเลือดไม่สูงมาก
2. การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้วยังทำให้เนื้อเยื่อของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อเอาน้ำตาลไปใช้เพิ่มขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงไป
การส่งต่อผู้ป่วย
ในกรณีต่อไปนี้ ควรนำส่งผู้ป่วยไปยังสถานบริการสาธารณสุข
<!--[if !supportLineBreakNewLine]-->
<!--[endif]-->
ในผู้สูงอายุที่สงสัยว่าจะเป็นเบาหวานแล้วมาตรวจปัสสาวะพบว่า น้ำตาลในปัสสาวะ 1+ ขึ้นไปและนัดมาตรวจซ้ำอีกใน 1 สัปดาห์ต่อมาพบว่าผลการตรวจน้ำตาลในปัสสาวะยัง 1+ ขึ้นไป ให้แนะนำหรือส่งต่อผู้สูงอายุ เพื่อมาตรวจน้ำตาลในเลือดที่ รพ.ชุมชน หรือสถานบริการต่อไป
ผู้ป่วยหมดสติ ผู้ป่วยเบาหวานจะหมดสติได้จากหลายสาเหตุ เหตุที่สำคัญคือ น้ำตาลในเลือดต่ำจากการให้ยาเบาหวานมากเกินไป หรือผู้ป่วยกินอาหารไม่สม่ำเสมอ กรณีน้ำ อาจพบอาการใจสั่งเหงื่อออกมาก วิงเวียนศีรษะนำมาก่อนหมดสติ เมื่อพบผู้ป่วยเบาหวานหมดสติ ควรให้กินน้ำตาล ถ้าพอกินได้ใช้น้ำตาลหรือน้ำเชื่อมใส่ไปในปากผู้ป่วยถ้ากินเองไม่ได้ (ระวังอย่าให้สำลัก) หากยังไม่ฟื้นต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพราะน้ำตาลในเลือดต่ำอยู่นาน จะรักษาไม่ได้)
สาเหตุอื่นที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานหมดสติ ได้แก่
<!--[if !supportLineBreakNewLine]-->
<!--[endif]-->
น้ำตาลในเลือดสูงมากๆ กรณีนี้เป็นภาวะฉุกเฉินซึ่งต้องรีบรักษาเช่นกัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล
เจ็บแน่นหน้าอก หอบเหนื่อย เกิดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอุดตัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วนเช่นกัน
เป็นแผลที่เท้าที่ทำท่าจะลุกลาม แผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานจะลุกลามได้รวดเร็วมาก บางครั้งอาจลุกลามไปทั่วขาในเวลาเพียง 2-3 วันเท่านั้น ถ้าผู้ป่วยเบาหวานเป็นแผลแล้วทำท่าจะลุกลามมากขึ้นต้องรีบนำส่งสถานบริการสาธารณสุข
ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ 3+ หรือ 4+ ติดต่อกันหลายๆ ครั้ง แสดงว่า การควบคุมเบาหวานยังไม่ดีพอ ภาวะนี้ยังไม่ฉุกเฉินเท่ากับภาวะอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็ควรไปให้แพทย์ตรวจดูอีกครั้งว่าทำไมจึงควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี เพื่อป้องกันโรคแทรกที่รุนแรงอื่นๆ ต่อไป


การวินิจฉัย
 วิธีที่ดีที่สุดในการตรวจวินิจฉัยโรคเบาหวาน คือ 
การตรวจหาน้ำตาลในเลือดมักทำการตรวจเลือดในตอนเช้าหลังงดอาหารประมาณ 6 ชั่วโมง แต่การตรวจเลือดทำให้ค่อนข้างยากในชนบท เพราะราคาแพงและต้องการเครื่องมือพิเศษ ดังนั้น เราอาจจะใช้การตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะแทน ซึ่งจะใช้ช่วยในการวินิจฉัยโรคนี้ได้ดีพอสมควร โดยที่การตรวจปัสสาวะทำได้ง่าย และราคาถูกกว่า แม้ผลที่ได้จะไม่แน่นอนเท่ากับการตรวจเลือดก็ตาม การตรวจน้ำตาลในปัสสาวะ ถ้าตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะเกินกว่า 1+ ขึ้นไปควรแนะนำให้ไปตรวจเลือดเพื่อยืนยันว่า เป็นเบาหวานอีกครั้งที่โรงพยาบาล

โรคแทรกซ้อน

โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับโรคเบาหวาน แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท

ก. ประเภทเฉียบพลัน
ข. ประเภทเรื้อรัง

ก. ประเภทเฉียบพลัน เป็นโรคแทรกที่เกิดขึ้นหลังจากเป็นเบาหวานในเวลาไม่นานนัก อันตรายมากน้อยขึ้นอยู่กับสภาพและการรักษา มีดังต่อไปนี้
การติดเชื้อโรคได้ง่าย เนื่องจากการที่น้ำตาลในเลือดสูง ทำให้การทำงานของเม็ดเลือดขาวในการต้านทานเชื้อโรคลดลง การติดเชื้อพบได้ในแทบทุกอวัยวะ
ภาวะหมดสติจากน้ำตาลในเลือดสูงมากหรือต่ำมาก ซึ่งสามารถเปรียบเทียบอาการทั้ง 2 ได้จากตาราง
ตารางเปรียบเทียบอาการแสดงของผู้ป่วยที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำและสูง

ข. ประเภทเรื้อรัง เป็นโรคแทรกที่เกิดขึ้นหลังเป็นเบาหวานในเวลานานๆ อาจนานนับ 10 ปี เกิดขึ้นเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ( Microvascular) และหลอดเลือดโต (Macrovascular) ซึ่งจะนำไปสู่พยาธิสภาพเรื้อรังและถึงตายได้
โรคความดันเลือดสูงในโรคเบาหวานพบได้ประมาณ 2 เท่าของคนไม่เป็นโรคเบาหวานเกิดเนื่องจากมีอินซูลินในร่างกายมากโดยกลไกเกิดขึ้นที่ท่อไต ทำให้มีการคั่งของเกลือโซเดียมเพิ่มปริมาตรของเลือดขึ้น และภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เพิ่มปริมาตรในเลือดเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เกิดความดันเลือดสูงได้

หลอดเลือดหัวใจอุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย จะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปที่หัวไหล่โดยเฉพาะข้างซ้าย อาจมีอาการหอบเหนื่อยจากหัวใจล้มเหลว เสียชีวิตได้โดยเฉียบพลัน

หลอดเลือดสมองตีบตัน ทำให้เป็นอัมพาต บางรายอาจมีอาการกลืนลำบาก พูดไม่ชัด การทำงานของสมองเลวลง

โรคของจอตา พยาธิสภาพเกิดขึ้นที่จอตา มีเลือดออก ขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้ตามองไม่เห็น

เส้นเลือดที่เท้าอุดตัน ทำให้เกิดเนื้อเน่าและเป็นแผลหายยาก

ไตวาย เริ่มแรกจะมีอาการบวม อ่อนเพลีย ต่อมาเมื่อไตเสียมากจะมีของเสียคั่งในร่างกายทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนในที่สุดจะปัสสาวะลดลงและเสียชีวิต

ประสาทอักเสบ ทำให้มีอาการชาตามปลายมือ ปลายเท้า ปัสสาวะลำบาก หมดความรู้สึกทางเพศ ท้องผูกสลับท้องเดิน

โรคแทรกของเบาหวานดังกล่าวแล้วพบได้เกือบทุกอวัยวะ โดยเฉพาะโรคแทรกเรื้อรังทำการรักษาได้ยากมาก และมักไม่หายขาด ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกเหล่านี้ขึ้น จึงเป็นวิธีที่ดีมาก การป้องกันนี้ทำได้โดยควบคุมรักษาเบาหวานให้ดี ต้องทำให้เร็วที่สุด และทำโดยสม่ำเสมอ จึงจะได้ผล

การวินิจฉัยการดูแลรักษา

หลักการของการให้การรักษาได้แก่

 
โภชนาการด้วยการควบคุมอาหาร

เนื่องจากโรคเบาหวานไม่สามารถใช้น้ำตาลได้เช่นคนปกติ จึงมีความจำเป็นต้องให้การควบคุมอาหาร เพื่อให้น้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำกว่าปกติ หลักในการควบคุมอาศัยหลักสำคัญ 3 ประการคือ

1.1 ปริมาณอาหาร ควรจะเพียงพอกับพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวคงที่

1.2 ส่วนประกอบของอาหารที่รับประทาน ยึดหลักอาหาร 5 หมู่ แต่ต้องปรับให้เหมาะสม คือ
 
(1) งดอาหารที่มีน้ำตาลทุกชนิด
(2) ลดอาหารจำพวกแป้ง
(3) รับประทานอาหารประเภทผักให้มากขึ้น
(4) อาหารประเภทโปรตีน แต่เนื้อสัตว์ไม่ควรติดมัน
(5) งดไขมันจากสัตว์ทุกชนิด ใช้น้ำมันพืชแทน
(6) งดกะทิ หนังสัตว์ทุกชนิด
(7) งดดื่มเหล้า เบียร์ บุหรี่


1.3 การแบ่งมื้ออาหาร ควรกระจายอาหารออกเป็นมื้อบ่อยๆ รับประทานทีละน้อย แต่รับประทานทุกมื้อ 

ยาลดน้ำตาลในเลือด
ยาลดน้ำตาลแบ่งเป็น 2 ชนิด

1 ยารักษาเบาหวานชนิดฉีด
2 ยารักษาเบาหวานชนิดรับประทาน

    ในโรคเบาหวานมีความจำเป็นมากจะต้องใช้ยาตามแพทย์สั่งทั้งขนาดและจำนวน สำหรับยารักษาเบาหวานชนิดฉีด ควรฉีดยาก่อนอาหาร ประมาณ 30 นาที
    ยาสมุนไพร ใช้รักษาเบาหวาน ยังไม่มียาสมุนไพรใดที่มีสรรพคุณแน่นอนในการรักษาโรคเบาหวาน ในปัจจุบันการค้นคว้าวิจัยยังกระทำอยู่

การออกกำลังกายที่เหมาะสม

การออกกำลังกายช่วยได้หลายประการ คือ
1 ทำให้กล้ามเนื้อใช้น้ำตาลเป็นพลังงานมากขึ้น ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
2 ช่วยให้น้ำหนักลดลง
3 ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ซึ่งช่วยลดโรคแทรกของเบาหวานบางอย่างลงได้


การดูแลตนเองในผู้ป่วยเบาหวาน

1 ควบคุมอาหารอย่าปล่อยให้อ้วน ไม่รับประทานของหวาน
2 ออกกำลังกายพอควรและสม่ำเสมอ ตามสภาพที่ร่างกายอำนวยให้
3 หมั่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือดและปัสสาวะ เพื่อดูระดับน้ำตาลในร่างกาย
4 รับประทานยาตามแพทย์สั่งโดยเคร่งครัดและสม่ำเสมอ
5 งดบุหรี่ สุราและของเค็ม
6 ดูแลรักษาเท้าให้สะอาดอยู่เสมอเพราะเมื่อมีบาดแผลจะทำให้แผลหายช้า
7 ทำจิตใจให้สบาย
8 มีท๊อฟฟี่หรือน้ำตาลไว้ เพื่อป้องกันการหมดสติจากน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป
9 ถ้ามีแผลหรือมีความผิดปกติใดๆ ควรปรึกษาแพทย์ทันที การตัดเล็บโดยเฉพาะเล็บเท้า ไม่ควรตัดสั้นติดผิวหนัง


การป้องกัน

1. รับประทานอาหารให้ถูกหลักและคงที่ โดยรับประทานพวกแป้งชนิดไม่หวาน เช่น ข้าว หลีกเลี่ยงพวกน้ำตาล อาหารโปรตีนควรได้จากพืชหรือสัตว์ ไขมันจากพืช เช่น ข้าวโพดและพวกผักเพราะส่วนใหญ่เป็นการทำให้การดูดซึมอาหารของลำไส้ช้าลง ทำให้น้ำตาลในเลือดไม่สูงมาก

2. การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้วยังทำให้เนื้อเยื่อของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อเอาน้ำตาลไปใช้เพิ่มขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงไป
การส่งต่อผู้ป่วย
    ในกรณีต่อไปนี้ ควรนำส่งผู้ป่วยไปยังสถานบริการสาธารณสุข
ในผู้สูงอายุที่สงสัยว่าจะเป็นเบาหวานแล้วมาตรวจปัสสาวะพบว่า น้ำตาลในปัสสาวะ 1+ ขึ้นไปและนัดมาตรวจซ้ำอีกใน 1 สัปดาห์ต่อมาพบว่าผลการตรวจน้ำตาลในปัสสาวะยัง 1+ ขึ้นไป ให้แนะนำหรือส่งต่อผู้สูงอายุ เพื่อมาตรวจน้ำตาลในเลือดที่ รพ.ชุมชน หรือสถานบริการต่อไป
    ผู้ป่วยหมดสติ ผู้ป่วยเบาหวานจะหมดสติได้จากหลายสาเหตุ เหตุที่สำคัญคือ น้ำตาลในเลือดต่ำจากการให้ยาเบาหวานมากเกินไป หรือผู้ป่วยกินอาหารไม่สม่ำเสมอ กรณีน้ำ อาจพบอาการใจสั่งเหงื่อออกมาก วิงเวียนศีรษะนำมาก่อนหมดสติ เมื่อพบผู้ป่วยเบาหวานหมดสติ ควรให้กินน้ำตาล ถ้าพอกินได้ใช้น้ำตาลหรือน้ำเชื่อมใส่ไปในปากผู้ป่วยถ้ากินเองไม่ได้ (ระวังอย่าให้สำลัก) หากยังไม่ฟื้นต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพราะน้ำตาลในเลือดต่ำอยู่นาน จะรักษาไม่ได้)
     สาเหตุอื่นที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานหมดสติ ได้แก่  น้ำตาลในเลือดสูงมากๆ กรณีนี้เป็นภาวะฉุกเฉินซึ่งต้องรีบรักษาเช่นกัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล  เจ็บแน่นหน้าอก หอบเหนื่อย เกิดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอุดตัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วนเช่นกัน เป็นแผลที่เท้าที่ทำท่าจะลุกลาม แผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานจะลุกลามได้รวดเร็วมาก บางครั้งอาจลุกลามไปทั่วขาในเวลาเพียง 2-3 วันเท่านั้น ถ้าผู้ป่วยเบาหวานเป็นแผลแล้วทำท่าจะลุกลามมากขึ้นต้องรีบนำส่งสถานบริการสาธารณสุข ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ 3+ หรือ 4+ ติดต่อกันหลายๆ ครั้ง แสดงว่า การควบคุมเบาหวานยังไม่ดีพอ ภาวะนี้ยังไม่ฉุกเฉินเท่ากับภาวะอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็ควรไปให้แพทย์ตรวจดูอีกครั้งว่าทำไมจึงควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี เพื่อป้องกันโรคแทรกที่รุนแรงอื่นๆ ต่อไป

อ้างอิง  
http://bnsgroup001eau.blogspot.com/2012/09/diabetes.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น