วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

การวินิจฉัยโรคเบาหวาน


การวินิจฉัย วิธีที่ดีที่สุดในการตรวจวินิจฉัยโรคเบาหวาน คือ 
การตรวจหาน้ำตาลในเลือดมักทำการตรวจเลือดในตอนเช้าหลังงดอาหารประมาณ 6 ชั่วโมง แต่การตรวจเลือดทำให้ค่อนข้างยากในชนบท เพราะราคาแพงและต้องการเครื่องมือพิเศษ ดังนั้น เราอาจจะใช้การตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะแทน ซึ่งจะใช้ช่วยในการวินิจฉัยโรคนี้ได้ดีพอสมควร โดยที่การตรวจปัสสาวะทำได้ง่าย และราคาถูกกว่า แม้ผลที่ได้จะไม่แน่นอนเท่ากับการตรวจเลือดก็ตาม การตรวจน้ำตาลในปัสสาวะ ถ้าตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะเกินกว่า 1+ ขึ้นไปควรแนะนำให้ไปตรวจเลือดเพื่อยืนยันว่า เป็นเบาหวานอีกครั้งที่โรงพยาบาล

โรคแทรกซ้อน

โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับโรคเบาหวาน แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท

ก. ประเภทเฉียบพลัน
ข. ประเภทเรื้อรัง

ก. ประเภทเฉียบพลัน เป็นโรคแทรกที่เกิดขึ้นหลังจากเป็นเบาหวานในเวลาไม่นานนัก อันตรายมากน้อยขึ้นอยู่กับสภาพและการรักษา มีดังต่อไปนี้
การติดเชื้อโรคได้ง่าย เนื่องจากการที่น้ำตาลในเลือดสูง ทำให้การทำงานของเม็ดเลือดขาวในการต้านทานเชื้อโรคลดลง การติดเชื้อพบได้ในแทบทุกอวัยวะ
ภาวะหมดสติจากน้ำตาลในเลือดสูงมากหรือต่ำมาก ซึ่งสามารถเปรียบเทียบอาการทั้ง 2 ได้จากตาราง
ตารางเปรียบเทียบอาการแสดงของผู้ป่วยที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำและสูง

ข. ประเภทเรื้อรัง เป็นโรคแทรกที่เกิดขึ้นหลังเป็นเบาหวานในเวลานานๆ อาจนานนับ 10 ปี เกิดขึ้นเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ( Microvascular) และหลอดเลือดโต (Macrovascular) ซึ่งจะนำไปสู่พยาธิสภาพเรื้อรังและถึงตายได้
<!--[if !supportLineBreakNewLine]-->
<!--[endif]-->
โรคความดันเลือดสูงในโรคเบาหวานพบได้ประมาณ 2 เท่าของคนไม่เป็นโรคเบาหวานเกิดเนื่องจากมีอินซูลินในร่างกายมากโดยกลไกเกิดขึ้นที่ท่อไต ทำให้มีการคั่งของเกลือโซเดียมเพิ่มปริมาตรของเลือดขึ้น และภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เพิ่มปริมาตรในเลือดเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เกิดความดันเลือดสูงได้

หลอดเลือดหัวใจอุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย จะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปที่หัวไหล่โดยเฉพาะข้างซ้าย อาจมีอาการหอบเหนื่อยจากหัวใจล้มเหลว เสียชีวิตได้โดยเฉียบพลัน

หลอดเลือดสมองตีบตัน ทำให้เป็นอัมพาต บางรายอาจมีอาการกลืนลำบาก พูดไม่ชัด การทำงานของสมองเลวลง

โรคของจอตา พยาธิสภาพเกิดขึ้นที่จอตา มีเลือดออก ขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้ตามองไม่เห็น

เส้นเลือดที่เท้าอุดตัน ทำให้เกิดเนื้อเน่าและเป็นแผลหายยาก

ไตวาย เริ่มแรกจะมีอาการบวม อ่อนเพลีย ต่อมาเมื่อไตเสียมากจะมีของเสียคั่งในร่างกายทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนในที่สุดจะปัสสาวะลดลงและเสียชีวิต

ประสาทอักเสบ ทำให้มีอาการชาตามปลายมือ ปลายเท้า ปัสสาวะลำบาก หมดความรู้สึกทางเพศ ท้องผูกสลับท้องเดิน

โรคแทรกของเบาหวานดังกล่าวแล้วพบได้เกือบทุกอวัยวะ โดยเฉพาะโรคแทรกเรื้อรังทำการรักษาได้ยากมาก และมักไม่หายขาด ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกเหล่านี้ขึ้น จึงเป็นวิธีที่ดีมาก การป้องกันนี้ทำได้โดยควบคุมรักษาเบาหวานให้ดี ต้องทำให้เร็วที่สุด และทำโดยสม่ำเสมอ จึงจะได้ผล

การวินิจฉัยการดูแลรักษา

หลักการของการให้การรักษาได้แก่
<!--[if !supportLineBreakNewLine]-->
<!--[endif]-->
โภชนาการด้วยการควบคุมอาหาร

เนื่องจากโรคเบาหวานไม่สามารถใช้น้ำตาลได้เช่นคนปกติ จึงมีความจำเป็นต้องให้การควบคุมอาหาร เพื่อให้น้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำกว่าปกติ หลักในการควบคุมอาศัยหลักสำคัญ 3 ประการคือ1.1 ปริมาณอาหาร ควรจะเพียงพอกับพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวคงที่
1.2 ส่วนประกอบของอาหารที่รับประทาน ยึดหลักอาหาร 5 หมู่ แต่ต้องปรับให้เหมาะสมคือ
(1) งดอาหารที่มีน้ำตาลทุกชนิด
(2) ลดอาหารจำพวกแป้ง
(3) รับประทานอาหารประเภทผักให้มากขึ้น
(4) อาหารประเภทโปรตีน แต่เนื้อสัตว์ไม่ควรติดมัน
(5) งดไขมันจากสัตว์ทุกชนิด ใช้น้ำมันพืชแทน
(6) งดกะทิ หนังสัตว์ทุกชนิด
(7) งดดื่มเหล้า เบียร์ บุหรี่
1.3 การแบ่งมื้ออาหาร ควรกระจายอาหารออกเป็นมื้อบ่อยๆ รับประทานทีละน้อย แต่รับประทานทุกมื้อ 
ยาลดน้ำตาลในเลือด
ยาลดน้ำตาลแบ่งเป็น 2 ชนิด
2.1 ยารักษาเบาหวานชนิดฉีด
2.2 ยารักษาเบาหวานชนิดรับประทาน

ในโรคเบาหวานมีความจำเป็นมากจะต้องใช้ยาตามแพทย์สั่งทั้งขนาดและจำนวน สำหรับยารักษาเบาหวานชนิดฉีด ควรฉีดยาก่อนอาหาร ประมาณ 30 นาที
ยาสมุนไพร ใช้รักษาเบาหวาน ยังไม่มียาสมุนไพรใดที่มีสรรพคุณแน่นอนในการรักษาโรคเบาหวาน ในปัจจุบันการค้นคว้าวิจัยยังกระทำอยู่

การออกกำลังกายที่เหมาะสม
การออกกำลังกายช่วยได้หลายประการ คือ
3.1 ทำให้กล้ามเนื้อใช้น้ำตาลเป็นพลังงานมากขึ้น ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
3.2 ช่วยให้น้ำหนักลดลง
3.3 ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ซึ่งช่วยลดโรคแทรกของเบาหวานบางอย่างลงได้


การดูแลตนเองในผู้ป่วยเบาหวาน
4.1 ควบคุมอาหารอย่าปล่อยให้อ้วน ไม่รับประทานของหวาน
4.2 ออกกำลังกายพอควรและสม่ำเสมอ ตามสภาพที่ร่างกายอำนวยให้
4.3 หมั่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือดและปัสสาวะ เพื่อดูระดับน้ำตาลในร่างกาย
4.4 รับประทานยาตามแพทย์สั่งโดยเคร่งครัดและสม่ำเสมอ
4.5 งดบุหรี่ สุราและของเค็ม
4.6 ดูแลรักษาเท้าให้สะอาดอยู่เสมอเพราะเมื่อมีบาดแผลจะทำให้แผลหายช้า
4.7 ทำจิตใจให้สบาย
4.8 มีท๊อฟฟี่หรือน้ำตาลไว้ เพื่อป้องกันการหมดสติจากน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป
4.9 ถ้ามีแผลหรือมีความผิดปกติใดๆ ควรปรึกษาแพทย์ทันที การตัดเล็บโดยเฉพาะเล็บเท้า ไม่ควรตัดสั้นติดผิวหนัง


การป้องกัน

1. รับประทานอาหารให้ถูกหลักและคงที่ โดยรับประทานพวกแป้งชนิดไม่หวาน เช่น ข้าว หลีกเลี่ยงพวกน้ำตาล อาหารโปรตีนควรได้จากพืชหรือสัตว์ ไขมันจากพืช เช่น ข้าวโพดและพวกผักเพราะส่วนใหญ่เป็นการทำให้การดูดซึมอาหารของลำไส้ช้าลง ทำให้น้ำตาลในเลือดไม่สูงมาก
2. การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้วยังทำให้เนื้อเยื่อของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อเอาน้ำตาลไปใช้เพิ่มขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงไป
การส่งต่อผู้ป่วย
ในกรณีต่อไปนี้ ควรนำส่งผู้ป่วยไปยังสถานบริการสาธารณสุข
<!--[if !supportLineBreakNewLine]-->
<!--[endif]-->
ในผู้สูงอายุที่สงสัยว่าจะเป็นเบาหวานแล้วมาตรวจปัสสาวะพบว่า น้ำตาลในปัสสาวะ 1+ ขึ้นไปและนัดมาตรวจซ้ำอีกใน 1 สัปดาห์ต่อมาพบว่าผลการตรวจน้ำตาลในปัสสาวะยัง 1+ ขึ้นไป ให้แนะนำหรือส่งต่อผู้สูงอายุ เพื่อมาตรวจน้ำตาลในเลือดที่ รพ.ชุมชน หรือสถานบริการต่อไป
ผู้ป่วยหมดสติ ผู้ป่วยเบาหวานจะหมดสติได้จากหลายสาเหตุ เหตุที่สำคัญคือ น้ำตาลในเลือดต่ำจากการให้ยาเบาหวานมากเกินไป หรือผู้ป่วยกินอาหารไม่สม่ำเสมอ กรณีน้ำ อาจพบอาการใจสั่งเหงื่อออกมาก วิงเวียนศีรษะนำมาก่อนหมดสติ เมื่อพบผู้ป่วยเบาหวานหมดสติ ควรให้กินน้ำตาล ถ้าพอกินได้ใช้น้ำตาลหรือน้ำเชื่อมใส่ไปในปากผู้ป่วยถ้ากินเองไม่ได้ (ระวังอย่าให้สำลัก) หากยังไม่ฟื้นต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพราะน้ำตาลในเลือดต่ำอยู่นาน จะรักษาไม่ได้)
สาเหตุอื่นที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานหมดสติ ได้แก่
<!--[if !supportLineBreakNewLine]-->
<!--[endif]-->
น้ำตาลในเลือดสูงมากๆ กรณีนี้เป็นภาวะฉุกเฉินซึ่งต้องรีบรักษาเช่นกัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล
เจ็บแน่นหน้าอก หอบเหนื่อย เกิดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอุดตัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วนเช่นกัน
เป็นแผลที่เท้าที่ทำท่าจะลุกลาม แผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานจะลุกลามได้รวดเร็วมาก บางครั้งอาจลุกลามไปทั่วขาในเวลาเพียง 2-3 วันเท่านั้น ถ้าผู้ป่วยเบาหวานเป็นแผลแล้วทำท่าจะลุกลามมากขึ้นต้องรีบนำส่งสถานบริการสาธารณสุข
ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ 3+ หรือ 4+ ติดต่อกันหลายๆ ครั้ง แสดงว่า การควบคุมเบาหวานยังไม่ดีพอ ภาวะนี้ยังไม่ฉุกเฉินเท่ากับภาวะอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็ควรไปให้แพทย์ตรวจดูอีกครั้งว่าทำไมจึงควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี เพื่อป้องกันโรคแทรกที่รุนแรงอื่นๆ ต่อไป


การวินิจฉัย
 วิธีที่ดีที่สุดในการตรวจวินิจฉัยโรคเบาหวาน คือ 
การตรวจหาน้ำตาลในเลือดมักทำการตรวจเลือดในตอนเช้าหลังงดอาหารประมาณ ชั่วโมง แต่การตรวจเลือดทำให้ค่อนข้างยากในชนบท เพราะราคาแพงและต้องการเครื่องมือพิเศษ ดังนั้น เราอาจจะใช้การตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะแทน ซึ่งจะใช้ช่วยในการวินิจฉัยโรคนี้ได้ดีพอสมควร โดยที่การตรวจปัสสาวะทำได้ง่าย และราคาถูกกว่า แม้ผลที่ได้จะไม่แน่นอนเท่ากับการตรวจเลือดก็ตาม การตรวจน้ำตาลในปัสสาวะ ถ้าตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะเกินกว่า 1+ ขึ้นไปควรแนะนำให้ไปตรวจเลือดเพื่อยืนยันว่า เป็นเบาหวานอีกครั้งที่โรงพยาบาล

โรคแทรกซ้อน

โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับโรคเบาหวาน แบ่งออกได้เป็น ประเภท

ก. ประเภทเฉียบพลัน
ข. ประเภทเรื้อรัง

ก. ประเภทเฉียบพลัน เป็นโรคแทรกที่เกิดขึ้นหลังจากเป็นเบาหวานในเวลาไม่นานนัก อันตรายมากน้อยขึ้นอยู่กับสภาพและการรักษา มีดังต่อไปนี้
การติดเชื้อโรคได้ง่าย เนื่องจากการที่น้ำตาลในเลือดสูง ทำให้การทำงานของเม็ดเลือดขาวในการต้านทานเชื้อโรคลดลง การติดเชื้อพบได้ในแทบทุกอวัยวะ
ภาวะหมดสติจากน้ำตาลในเลือดสูงมากหรือต่ำมาก ซึ่งสามารถเปรียบเทียบอาการทั้ง ได้จากตาราง
ตารางเปรียบเทียบอาการแสดงของผู้ป่วยที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำและสูง

ข. ประเภทเรื้อรัง เป็นโรคแทรกที่เกิดขึ้นหลังเป็นเบาหวานในเวลานานๆ อาจนานนับ 10 ปี เกิดขึ้นเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ( Microvascular) และหลอดเลือดโต (Macrovascular) ซึ่งจะนำไปสู่พยาธิสภาพเรื้อรังและถึงตายได้
โรคความดันเลือดสูงในโรคเบาหวานพบได้ประมาณ เท่าของคนไม่เป็นโรคเบาหวานเกิดเนื่องจากมีอินซูลินในร่างกายมากโดยกลไกเกิดขึ้นที่ท่อไต ทำให้มีการคั่งของเกลือโซเดียมเพิ่มปริมาตรของเลือดขึ้น และภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เพิ่มปริมาตรในเลือดเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เกิดความดันเลือดสูงได้

หลอดเลือดหัวใจอุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย จะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปที่หัวไหล่โดยเฉพาะข้างซ้าย อาจมีอาการหอบเหนื่อยจากหัวใจล้มเหลว เสียชีวิตได้โดยเฉียบพลัน

หลอดเลือดสมองตีบตัน ทำให้เป็นอัมพาต บางรายอาจมีอาการกลืนลำบาก พูดไม่ชัด การทำงานของสมองเลวลง

โรคของจอตา พยาธิสภาพเกิดขึ้นที่จอตา มีเลือดออก ขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้ตามองไม่เห็น

เส้นเลือดที่เท้าอุดตัน ทำให้เกิดเนื้อเน่าและเป็นแผลหายยาก

ไตวาย เริ่มแรกจะมีอาการบวม อ่อนเพลีย ต่อมาเมื่อไตเสียมากจะมีของเสียคั่งในร่างกายทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนในที่สุดจะปัสสาวะลดลงและเสียชีวิต

ประสาทอักเสบ ทำให้มีอาการชาตามปลายมือ ปลายเท้า ปัสสาวะลำบาก หมดความรู้สึกทางเพศ ท้องผูกสลับท้องเดิน

โรคแทรกของเบาหวานดังกล่าวแล้วพบได้เกือบทุกอวัยวะ โดยเฉพาะโรคแทรกเรื้อรังทำการรักษาได้ยากมาก และมักไม่หายขาด ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกเหล่านี้ขึ้น จึงเป็นวิธีที่ดีมาก การป้องกันนี้ทำได้โดยควบคุมรักษาเบาหวานให้ดี ต้องทำให้เร็วที่สุด และทำโดยสม่ำเสมอ จึงจะได้ผล

การวินิจฉัยการดูแลรักษา

หลักการของการให้การรักษาได้แก่

 
โภชนาการด้วยการควบคุมอาหาร

เนื่องจากโรคเบาหวานไม่สามารถใช้น้ำตาลได้เช่นคนปกติ จึงมีความจำเป็นต้องให้การควบคุมอาหาร เพื่อให้น้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำกว่าปกติ หลักในการควบคุมอาศัยหลักสำคัญ ประการคือ

1.1 ปริมาณอาหาร ควรจะเพียงพอกับพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวคงที่

1.2 ส่วนประกอบของอาหารที่รับประทาน ยึดหลักอาหาร หมู่ แต่ต้องปรับให้เหมาะสม คือ
 
(1) งดอาหารที่มีน้ำตาลทุกชนิด
(2) ลดอาหารจำพวกแป้ง
(3) รับประทานอาหารประเภทผักให้มากขึ้น
(4) อาหารประเภทโปรตีน แต่เนื้อสัตว์ไม่ควรติดมัน
(5) งดไขมันจากสัตว์ทุกชนิด ใช้น้ำมันพืชแทน
(6) งดกะทิ หนังสัตว์ทุกชนิด
(7) งดดื่มเหล้า เบียร์ บุหรี่


1.3 การแบ่งมื้ออาหาร ควรกระจายอาหารออกเป็นมื้อบ่อยๆ รับประทานทีละน้อย แต่รับประทานทุกมื้อ 

ยาลดน้ำตาลในเลือด
ยาลดน้ำตาลแบ่งเป็น ชนิด

ยารักษาเบาหวานชนิดฉีด
ยารักษาเบาหวานชนิดรับประทาน

    ในโรคเบาหวานมีความจำเป็นมากจะต้องใช้ยาตามแพทย์สั่งทั้งขนาดและจำนวน สำหรับยารักษาเบาหวานชนิดฉีด ควรฉีดยาก่อนอาหาร ประมาณ 30 นาที
    ยาสมุนไพร ใช้รักษาเบาหวาน ยังไม่มียาสมุนไพรใดที่มีสรรพคุณแน่นอนในการรักษาโรคเบาหวาน ในปัจจุบันการค้นคว้าวิจัยยังกระทำอยู่

การออกกำลังกายที่เหมาะสม

การออกกำลังกายช่วยได้หลายประการ คือ
ทำให้กล้ามเนื้อใช้น้ำตาลเป็นพลังงานมากขึ้น ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
ช่วยให้น้ำหนักลดลง
ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ซึ่งช่วยลดโรคแทรกของเบาหวานบางอย่างลงได้


การดูแลตนเองในผู้ป่วยเบาหวาน

ควบคุมอาหารอย่าปล่อยให้อ้วน ไม่รับประทานของหวาน
ออกกำลังกายพอควรและสม่ำเสมอ ตามสภาพที่ร่างกายอำนวยให้
หมั่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือดและปัสสาวะ เพื่อดูระดับน้ำตาลในร่างกาย
รับประทานยาตามแพทย์สั่งโดยเคร่งครัดและสม่ำเสมอ
งดบุหรี่ สุราและของเค็ม
ดูแลรักษาเท้าให้สะอาดอยู่เสมอเพราะเมื่อมีบาดแผลจะทำให้แผลหายช้า
ทำจิตใจให้สบาย
มีท๊อฟฟี่หรือน้ำตาลไว้ เพื่อป้องกันการหมดสติจากน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป
ถ้ามีแผลหรือมีความผิดปกติใดๆ ควรปรึกษาแพทย์ทันที การตัดเล็บโดยเฉพาะเล็บเท้า ไม่ควรตัดสั้นติดผิวหนัง


การป้องกัน

1. รับประทานอาหารให้ถูกหลักและคงที่ โดยรับประทานพวกแป้งชนิดไม่หวาน เช่น ข้าว หลีกเลี่ยงพวกน้ำตาล อาหารโปรตีนควรได้จากพืชหรือสัตว์ ไขมันจากพืช เช่น ข้าวโพดและพวกผักเพราะส่วนใหญ่เป็นการทำให้การดูดซึมอาหารของลำไส้ช้าลง ทำให้น้ำตาลในเลือดไม่สูงมาก

2. การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้วยังทำให้เนื้อเยื่อของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อเอาน้ำตาลไปใช้เพิ่มขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงไป
การส่งต่อผู้ป่วย
    ในกรณีต่อไปนี้ ควรนำส่งผู้ป่วยไปยังสถานบริการสาธารณสุข
ในผู้สูงอายุที่สงสัยว่าจะเป็นเบาหวานแล้วมาตรวจปัสสาวะพบว่า น้ำตาลในปัสสาวะ 1+ ขึ้นไปและนัดมาตรวจซ้ำอีกใน สัปดาห์ต่อมาพบว่าผลการตรวจน้ำตาลในปัสสาวะยัง 1+ ขึ้นไป ให้แนะนำหรือส่งต่อผู้สูงอายุ เพื่อมาตรวจน้ำตาลในเลือดที่ รพ.ชุมชน หรือสถานบริการต่อไป
    ผู้ป่วยหมดสติ ผู้ป่วยเบาหวานจะหมดสติได้จากหลายสาเหตุ เหตุที่สำคัญคือ น้ำตาลในเลือดต่ำจากการให้ยาเบาหวานมากเกินไป หรือผู้ป่วยกินอาหารไม่สม่ำเสมอ กรณีน้ำ อาจพบอาการใจสั่งเหงื่อออกมาก วิงเวียนศีรษะนำมาก่อนหมดสติ เมื่อพบผู้ป่วยเบาหวานหมดสติ ควรให้กินน้ำตาล ถ้าพอกินได้ใช้น้ำตาลหรือน้ำเชื่อมใส่ไปในปากผู้ป่วยถ้ากินเองไม่ได้ (ระวังอย่าให้สำลัก) หากยังไม่ฟื้นต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพราะน้ำตาลในเลือดต่ำอยู่นาน จะรักษาไม่ได้)
     สาเหตุอื่นที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานหมดสติ ได้แก่  น้ำตาลในเลือดสูงมากๆ กรณีนี้เป็นภาวะฉุกเฉินซึ่งต้องรีบรักษาเช่นกัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล  เจ็บแน่นหน้าอก หอบเหนื่อย เกิดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอุดตัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วนเช่นกัน เป็นแผลที่เท้าที่ทำท่าจะลุกลาม แผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานจะลุกลามได้รวดเร็วมาก บางครั้งอาจลุกลามไปทั่วขาในเวลาเพียง 2-3 วันเท่านั้น ถ้าผู้ป่วยเบาหวานเป็นแผลแล้วทำท่าจะลุกลามมากขึ้นต้องรีบนำส่งสถานบริการสาธารณสุข ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ 3+ หรือ 4+ ติดต่อกันหลายๆ ครั้ง แสดงว่า การควบคุมเบาหวานยังไม่ดีพอ ภาวะนี้ยังไม่ฉุกเฉินเท่ากับภาวะอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็ควรไปให้แพทย์ตรวจดูอีกครั้งว่าทำไมจึงควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี เพื่อป้องกันโรคแทรกที่รุนแรงอื่นๆ ต่อไป

อ้างอิง  
http://bnsgroup001eau.blogspot.com/2012/09/diabetes.html

อาหารผู้ป่วยเบาหวาน


อาหารผู้ป่วยเบาหวานนั้น อาจแบ่งง่าย ๆ เป็น 3 ประเภท  คือ

ประเภทที่ 1 ห้ามรับประทาน

ได้แก่ อาหารน้ำตาล และขนมหวาน เช่นทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ลอดช่อง อาหารเชื่อม เค้ก ช็อกโกแลต ไอศกรีม และขนมหวานอื่น ๆ

เครื่องดื่ม เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม น้ำเขียว น้ำแดง โอเลี้ยง เครื่องชูกำลัง นมข้นหวาน น้ำเกลือแร่ น้ำผลไม้ซึ่งมีน้ำตาลประมาณ 8-15 % เป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นน้ำมะเขือเทศ มีน้ำตาลประมาณ 1%

ควรดื่ม น้ำเปล่า น้ำชาไม่ใส่น้ำตาล
ถ้าดื่มกาแฟ ควรดื่มกาแฟดำ ไม่ควรใส่น้ำตาล นมข้นหวาน หรือครีมเทียม (เช่น คอฟฟี่เมท ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลกูลโคส 58 % น้ำมันปาล์ม 33 % ) ควรใส่นมจืดพร่องไขมัน หรือน้ำตาลเทียมแทน
ถ้าดื่มนม ควรดื่มนมจืด พร่องไขมัน นมเปรี้ยวส่วนใหญ่ไม่ใช่ นมพร่องไขมัน และมีน้ำตาลอยู่ด้วยประมาณ 15 % เป็นส่วนใหญ่เช่นเดียวกับนมถั่วเหลือง
ถ้าดื่มน้ำอัดลม ควรดื่มน้ำอัดลมที่ใส่น้ำตาลเทียม เช่น เป๊ปซี่แมก ไดเอทโค้ก เป็นต้น

น้ำตาลเทียม น้ำตาลเทียมที่มีในปัจจุบันมี 3 ประเภท คือ
*1.)แอสปาแทม ชื่อการค้าว่า อีควล (Equal) หรือไดเอดจำหน่ายเป็นเม็ด และเป็นซอง แอสปาแทมเป็นสารอาหารคือ เป็นกรดอะมิโนเอซิด (amino acid) มีสารอาหารต่ำใน 1 เม็ด มี 2 กิโลแคลอรี่ ใน 1 ซองมี 4 กิโลแคลอรี่ จึงรับประทานได้ แต่ไม่มากเกินไป เป็นส่วนผสมในน้ำอัดลม (เป๊ปซี่แมกซ์ ไดเอทโค้ก) คำเตือนข้างกล่องน้ำตาลเทียมและกระป๋องน้ำอัดลมว่า ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เป็นฟีนิลคีโตยูเรีย(pheny lketonuria) โรคนี้พบน้อยในเมืองไทย และถ้าเป็นโรคนี้จะได้รับการวินิจฉัยโรคตั้งแต่วัยเด็ก

*2.) แซคคารีน (saccharin) หรือขัณทสกร ชื่อทางการค้าว่า สวีทแอนด์โลว์ (sweet and low) ไม่มีสารอาหาร มีการศึกษาว่าเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะในหนู แต่ต้องใช้ปริมาณสูงมาก ในคนยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดมะเร็ง

*3.) น้ำตาลฟรุคโตส หรือชอร์บิททอล เป็นน้ำตาลที่ผสมอยู่ในช๊อกโกแลตเบาหวาน แยมเบาหวาน เป็นต้น หรือจำหน่ายเป็นผงในกระป๋อง น้ำตาลชนิดนี้เป็นน้ำตาลจากผลไม้ มีสารอาหารเท่ากับน้ำตาลไม่ควรรับประทานน้ำตาลชนิดนี้ เพราะอาจเข้าใจผิดว่าไม่มีสารอาหาร และส่วนใหญ่ผู้ป่วยเบาหวานรับประทานผลไม้อยู่แล้ว

 

ประเภทที่ 2 รับประทานได้ไม่จำกัดจำนวน

ได้แก่ ผักใบเขียวทุกชนิด เช่น ผักกาด ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ฝักบุ้ง ถั่วงอก ทำเป็นอาหาร ตัวอย่าง เช่น ต้ำจืด ยำ สลัด ผัดผัก เป็นต้น อาหารเหล่านี้มีสารอาหารต่ำ นอกจากนั้นยังมีกากอาหารที่เรียกว่า ไฟเบอร์ ซึ่งทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง

ประเภทที่ 3 รับประทานได้แต่จำกัดจำนวน

ได้แก่ อาหารพวกแป้ง (คาร์โบไฮเดรต) ปัจจุบันอาหารพวกแป้งนั้นไม่จำกัดจำนวน ถ้าผู้ป่วยไม่อ้วนมาก เนื่องจากลดอาหารจำพวกแป้ง ทำให้ต้องเพิ่มอาหารพวกไขมัน ซึ่งอาจเป็นผลให้ระดับไขมันสูง และเพิ่มเนื้อสัตว์ทำให้หน้าที่ขอไตเสียไปเร็วขึ้นในผู้ป่วยที่มีโรคไตร่วมด้วย ผลไม้นั้นต้องจำกัดจำนวนควรรับประทานพร้อมกับอาหารครั้งละ 1 ส่วน ตามตารางแลกเปลี่ยน

        เนื่องจากอาหารกลุ่มพวกแป้งหลีกเหลี่ยงได้ยากโดยเฉพาะอาหารไทยดังนั้นจึงควรเลือกรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพโดยคำนึงถึง ปัจจัย 2 อย่าง คือ


 
1. ปริมาณไฟเบอร์ (เส้นใยอาหาร)
2. ไกลซีมิค อินเดกซ์ (glycemic index)

ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า อาหารไฟเบอร์ ทำให้การดูดซึมอาหารช้าลงจึงควรรับประทานอาหาร
คาร์โบไฮเดรตที่มีไฟเบอร์สูง ควรได้รับไฟเบอร์ทั้งหมด 40 กรัม/วัน

แบ่งอาหารตามปริมาณไฟเบอร์ในอาหาร

มีไฟเบอร์สูง (มากกว่า 3 กรัม/อาหาร 100 กรัม)
แอปเปิ้ล, ฝรั่ง, ข้าวโพดอ่อน, ถั้วแระ, ถั่วฝักยาว, แพร์, ถั่วเขียว, แครอท, อาหารซีรีล ชนิดแบรน,
เม็ดแมงลัก


มีไฟเบอร์ปานกลาง (1-3 กรัม/อาหาร 100 กรัม)
ขนมปังโฮลวีท, มะกะโรนี, กระหล่ำปี, ตะขบ, น้อยหน่า, สปาเกตตี, ข้าวแดง(ซ้อมมือ) ข้าวโพดต้ม, พุทรา


มีไฟเบอร์น้อย(น้อยกว่า 1 กรัม/อาหาร 100 กรัม)
ข้าว, ขนุน, ลิ้นจี่, ชมพู่, องุ่น, มะม่วง, ละมุด, ลำไย, กล้วย, แตงโม, แตงไทย, มะปราง, ส้ม, อาหารชีริลชนิดคอร์นเฟลค

       ไกลซีมิคอินเดกซ์ เป็นการวัดการดูดซึมของอาหาร เปรียบเทียบกับอาหารมาตรฐาน ถ้าไกลซีมิคอินเดกซ์ เท่ากับ 100 แสดงว่าดูดซึมได้รวดเร็วเท่าอาหารมาตรฐาน ถ้าไกลซีมิคดินเดกซ์ต่ำกว่า 100 แสดงว่าดูด.ซึมได้ช้า ถ้าไกลซีมิคอินเดกซ์สูงกว่า 100 แสดงว่าดูดซึมได้มากกว่าอาหารมาตรฐาน อาหารที่ควรรับประทานในผู้ป่วยเบาหวาน คือ อาหารที่มีไกลซีมิคอินเดกซ์ต่ำ


ค่าไกลซีมิคอินเดกซ์ในอาหารประเภทแป้ง
(โดยใช้ข้าวเจ้าเป็นอาหารมาตรฐาน)
ขนมปังขาว = 110 , ข้าวเจ้า = 100, ก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่ บะหมี่ = 75, วุ้นเส้น = 63 , ข้าวเหนียว = 106
ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ = 76, มะกะโรนี สปาเกตตี = 64-67
  ค่าไกลซีมิคอินเดกซ์ของผลไม้ไทย
(ใช้น้ำตาลกูลโคเป็นสารอาหารมาตรฐาน)

ทุเรียน = 62.4 , ลำใย = 57.2 , องุ่น = 53.1, มะละกอ = 40.6 , สับปะรด = 62.4 , ส้ม = 55.6
มะม่วง = 47.5, กล้วย = 38.6
  จะเห็นได้ว่าการชิมผลไม้ว่าหวาน หรือไม่หวานนั้น อาจทำให้เข้าใจผิดว่า ผลไม้นั้นไม่มีปัญหาในการรับประทาน ผลไม้บางอย่างมีรสเปรี้ยวกลบรสหวานอยู่ ทั้งที่คุณสมบัติในการทำให้น้ำตาลสูงเท่าเทียมกับผลไม้รสหวาน เช่น สับปะรด ขณะที่มะม่วงมีรสหวานแต่ ไกลซีมิคอินเดกซ์ไม่สูงดังนั้นผลไม้ที่ไม่ควรรับประทานเนื่องจาก ไกลซีมิคอินเดกซ์สูงได้แก่ ทุเรียน สับปะรด ลำใย เป็นต้น ผลไม้ที่รับประทานได้ประจำเนื่องจากไกลซีมิคอินเดกซ์ต่ำได้แก่ กล้วย มะละกอ มะม่วง องุ่น เป็นต้น อาหารพวกแป้งเป็นอาหารหลีกเลี่ยงได้ยาก จึงควรเลือกรับประทานกลุ่มที่มีไกลซีมิคเดกซ์ต่ำกว่าบ้างเช่น วุ้นเส้น ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ต่างๆ หลีกเลี่ยงที่มีไกลซีมิคอินเดกซ์สูงเช่น ข้าวเหนียว ขนมปังขาว เป็นต้น

       การคำนวณอาหารต่อวันนั้น ผู้ป่วยเบาหวานต้องการปริมาณอาหารประมาณ 20-45 กิโลแคลอรี่/น้ำหนักตัวมาตรฐาน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและกิจวัตรประจำวัน ถ้าน้ำหนักตัวน้อยควรให้อาหารมากขึ้นเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้อยู่เกณฑ์มาตรฐานในขณะที่ถ้าอ้วนควรให้อาหารน้อยลง เพื่อลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ถ้าผู้ป่วยทำงานหนัก

ตาราง การคำนวณปริมาณอาหารต่อวันในผู้ป่วยเบาหวาน

(ปริมาณที่แสดงเป็นกิโลแคลอรี่/น้ำหนักตัวมาตรฐาน)

กิจวัตรประจำวัน/น้ำหนัก------   อ้วน----- ปกติ-----ผอม
น้อย----------------------------------20--------25--------30
ปานกลาง---------------------------25--------30--------35
มาก----------------------------------30--------40--------45


การคำนวณน้ำหนักตัวมาตรฐาน
ผู้ชาย = (ส่วนสูง-100) x 0.9 หน่วยเป็นกิโลกรัม
ผู้หญิง = (ส่วนสูง-100) x 0.8 หน่วยเป็นกิโลกรัม

ใช้แรงงาน ควรให้ปริมาณอาหารมาก ผู้ป่วยสูงอายุนั่ง ๆ นอน ๆ ควรให้ปริมาณอาหารต่ำ เป็นต้น
เช่น ผู้ป่วยหญิงเบาหวาน น้ำหนักตัว 55 กิโลกรัม สูง 160 ซม. ทำงานเป็นกรรมกรแบกหาม
คำนวณปริมาณแคลอรี่ที่ควรจะได้รับเท่ากับ 40 กิโลแคลอรี่ต่อน้ำหนักตัวมาตรฐาน (ซึ่งเท่ากับ 48 กิโลกรัม) จึงต้องการอาหาร 1920 กิโลแคลอรี่/วัน


สัดส่วนของอาหารเบาหวาน คาร์โบไฮเดรต : โปรตีน : ไขมัน เท่ากับ 55:15:30
(คาร์โบไฮเดรต คือ อาหารพวกแป้งน้ำตาล ,โปรตีน คือ อาหารพวกเนื้อสัตว์หรือโปรตีนจากพืช เช่นถั่ว เต้าหู้ ,ไขมัน คือ อาหารประเภทไขมันต่าง ๆ ทั้งจากสัตว์และพืช)
คาร์โบไฮเดรตและโปรตีน 1 กรัม มี 4 กิโลแคลอรี่ ส่วนไขมัน 1 กรัม มี 9 กิโลแคลอรี่ สัดส่วนไขมัน ควรจัดในสัดส่วนไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโพลี่ : ไขมันอิ่มตัว : ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโมโน 1:1: โดยมีปริมาณโคเลสเตอรอลในอาหารต่ำกว่า 300 มก./วัน

การจัดอาหารผู้ป่วยเบาหวานนั้น ใช้คำนวณจากตารางอาหาร(food exchange) หรือกะโดยประมาณให้มีสัดส่วนดังนี้ คือ

หมวดนมวันละ                              2-3   ส่วน
หมวดเนื้อสัตว์วันละ                      2-3   ส่วน
หมวดข้าว และแป้งวันละ              6-11 ส่วน
หมวดผักวันละ                              3-5   ส่วน
หมวดผลไม้วันละ                         2-4   ส่วน
หมวดไขมัน ครีม ของหวานน้อยที่สุด


หมวดที่ 1 นม

ก. นมสด 1 ส่วนมีคาร์โบไฮเดรต 12 กรัม ไขมัน 10 กรัม โปรตีน 8 กรัม ให้พลังงาน 170 กิโลแคลอรี่ ได้แก่ นมสด นมเปรี้ยว หรือนมโยเกิร์ท(ไม่เติมรส) 1 ถ้วย 240 มิลลิลิตร หรือนมผง &frac14; ถ้วยตวง

ข. นมพร่องไขมัน 1 ส่วน มีคาร์โบไฮเดรต 12 กรัม โปรตีน 8 กรัม ไขมัน 5 กรัม พลังงาน 125 กิโลแคลอรี่ ได้แก่ นมพร่องไขมัน 240 มิลลิลิตร โยเกิร์ทที่ทำจากนมพร่องไขมัน 240 มิลลิลิตร

หมวดที่ 2 เนื้อสัตว์

ก. เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ 1 ส่วนมีโปรตีน 7 กรัม ไขมัน 3 กรัม พลังงาน 55 กิโลแคลอรี่ ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อเป็ด ปลาหมึก หอยแมลงภู่ หอยลาย เนยแข็งไขมัน 3 % ในปริมาณ 30 กรัม

ข. เนื้อสัตว์ไขมันปานกลาง 1 ส่วนมีโปรตีน 7 กรัม ไขมัน 5 กรัม พลังงาน 73 กิโลแคลอรี่ ได้แก่ เนื้อหมู เครื่องในหมู ในปริมาณ 30 กรัม ไข่ไก่ ไขเป็ด ในปริมาณ 50 กรัม

ค. เนื้อสัตว์ไขมันสูง 1 ส่วนมีโปรตีน 7 กรัม ไขมัน 8 กรัม พลังงาน 100 กิโลแคลอรี่ ได้แก่ ซี่โครงหมู เนยแข็ง แฮมติดมัน ปริมาณ 30 กรัม

หมวดที่ 3 ข้าวและแป้ง
  1 ส่วนประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 15 กรัม มีโปรตีน 2 กรัม มี พลังงาน 68 กิโลแคลอรี่ ได้แก่
ข้าวสุก &frac12; ถ้วยตวง = 65 กรัม,
ขนมปังปอนด์ 1 แผ่นใหญ่ = 30 กรัม,
ก๋วยเตี๋ยว &frac12; ถ้วยตวง = 70 กรัม,
วุ้นเส้นแช่น้ำ &frac12; ถ้วยตวง = 70 กรัม,
มะกะโรนีสุก = 90 กรัม,
ขนมจีน 2 จับใหญ่ = 110 กรัม,
มันเทศ = 85 กรัม


หมวดที่ 4 ผัก
ประเภท ก. มีคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก ไม่ต้องนำมาคำนวณ ได้แก่ ผักกาดหอม, ผักกาดขาว, ผักบุ้งจีน, ผักกวางตุ้ง, ผักตำลึง, แตงกวา, ฟักเขียว, แตงร้าน, บวบ, น้ำเต้า, สายบัว

ประเภท ข. มีคาร์โบไฮเดรต 5 กรัม โปรตีน 2 กรัม ให้พลังงาน 28 กิโลแคลอรี่ 1 ส่วน มีปริมาณ 100 กรัม ของอาหารต่อไปนี้ ถั่วฝักยาว, ถั่วลันเตา, ดอกกะหล่ำ, หอมหัวใหญ่, บรอกโคลี่, ใบขี้เหล็ก,
ดอกกุยช่าย, ชะอม, พริกหวาน, สะเดา, แครอท, สะตอ, เห็ด, ผักกะเฉด, ข้าวโพดอ่อน, ฟักทอง,
มะเขือเทศ(1 ลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้วครึ่ง)

หมวดที่ 5 ผลไม้
  ผลไม้ 1 ส่วนมีคาร์โบไฮเดรต 10 กรัม พลังงาน 40 กิโลแคลอรี่ ได้แก่
กล้วยน้ำหว้าสุก 1 ผลเล็ก = 40 กรัม,
กล้วยหอม &frac12; ผล = 30 กรัม,
ส้มเขียวหวาน1ผลกลาง = 100 กรัม
มะละกอสุก 6 ชิ้นคำ = 90 กรัม,
สัปปะรด 6 ชิ้นคำ = 85 กรัม,
แตงโม 10 ชิ้นคำ = 175 กรัม,
แคนตาลูป 8 ชิ้นคำ = 130 กรัม,
มะม่วง &frac12; ผล = 65 กรัม,
พุทรา 2 ผล = 50 กรัม,
องุ่น 10-12 ผล = 60 กรัม,
เงาะ 3 ผล = 65 กรัม,
ละมุด 1 ผล = 50 กรัม,
มังคุด 2 ผล = 70 กรัม,
ลางสาด 5-6 ผล = 60 กรัม,
ฝรั่ง 1 ผล = 80 กรัม,
ลำไย 8 ผล = 60 กรัม,
ลิ้นจี่ 3 ผล =60 กรัม,
ทุเรียน 1 เม็ดเล็ก =25 กรัม,
แอปเปิ้ล &frac12; ผล = 65 กรัม


หมวดที่ 6 หมวดไขมัน

ไขมัน 1 ส่วน มีไขมัน 5 กรัม พลังงาน 45 กิโลแคลอรี่ ได้แก่
น้ำมันพืช, เนยหรือมาการิน 1 ช้อนชา,
น้ำสลัดใส 1 ช้อนโต๊ะ,
น้ำสลัดข้น 1 ช้อนชา,
ครีม 1 ช้อนโต๊ะ,
น้ำเกรวี่ 2 ช้อนโต๊ะ
กะทิ 1 ช้อนโต๊ะ
เบคอน 1 ชิ้น,
ถั่วลิสง 6 ฝัก


อาหารที่ไม่คิดพลังงาน
  ชา, กาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาล, พริกไทย, เครื่องเทศ, เกลือ, มัสตาร์ด, น้ำปลา, น้ำมะนาว, น้ำส้มสายชู
อาหารเบ็ดเตล็ด  ครีมเทียม 1 ช้อนชา(5กรัม) = 30 กิโลแคลอรี่,
ไมโลหรือโอวัลติน 1 ช้อนชา(5 กรัม) = 20 กิโลแคลอรี่
ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ


1. ไขมันสูง 
ปกติอาหารเบาหวานนั้น ควรจะมีไขมันต่ำอยู่แล้ว รวมทั้วโคเลสเตอรอลที่ต่ำลง ถ้าผู้ป่วยมีปัญหาไขมันสูง และมีโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือดหัวใจ หรือหลอดเลือดสมองต้องลดปริมาณไขมันและโคเลสเตอรอลลงไปอี
2. โรคไต 

ผู้ป่วยที่มีโรคไตนั้น ควรจำกัดปริมาณโปรตีนให้น้อยลง คือ มีสัดส่วนประมาณ 10 % ของแคลอรี่ทั้งหมด


อ้างอิง  http://www.thairunning.com/food_diabetes.htm

โดย...ร.ศ.นพ. วิทยา ศรีดามา
ภาควิชาอายุรศาสัตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สนับสนุนข้อมูลโดย บริษัท ฟาร์มาเซีย แอนด์อัพยอห์น จำกัด


อาการเบื้องต้นของโรคเบาหวาน


คนปกติก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือด 70-110 มก.% หลังรับประทานอาหารแล้ว 2 ชม.ระดับน้ำตาลไม่เกิน 140 มก.% ผู้ที่ระดับน้ำตาลสูงไม่มากอาจจะไม่มีอาการอะไร การวินิจฉัยโรคเบาหวานจะทำได้โดยการเจาะเลือด อาการที่พบได้บ่อย
คนปกติมักจะไม่ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะในเวลากลางดึกหรือปัสสาวะอย่างมากไม่ เกิน 1 ครั้ง เมื่อน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่า180มก.% โดยเฉพาะในเวลากลางคืนน้ำตาลจะถูกขับออกทางปัสสาวะทำให้น้ำถูกขับออกมากขึ้น จึงมีอาการปัสสาวะบ่อยและเกิดการสูญเสียน้ำ และอาจจะพบว่าปัสสาวะมีมดตอม
ผู้เป็นโรคเบาหวานจะมีอาการเบื้องต้น คือ
  1. ปวดปัสสาวะบ่อย ครั้งขึ้น เนื่องจากในกระแสเลือดและอวัยวะต่างๆมีน้ำตาลค้างอยู่มาก ไตจึงทำการกรองออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวาน สังเกตุจากการที่มีมดมาตอมปัสสาวะ จึงเป็นที่มาของการเรียก เบาหวาน

  2. ปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้น

  3. กระหายน้ำ และดื่มน้ำในปริมาณมากๆต่อครั้ง

  4. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง

  5. เบื่ออาหาร

  6. น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะถ้าหากน้ำหนักเคยมากมาก่อน อันเนื่องมาจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปสร้างพลังงานได้เต็มที่จึงต้องนำไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาใช้ทดแทน

  7. ติดเชื้อบ่อยกว่าปรกติ เช่นติดเชื้อทางผิวหนังและกระเพาะอาหาร สังเกตุได้จากเมื่อเป็นแผลแล้วแผลจะหายยาก

  8. สายตาพร่ามองไม่ชัดเจน

  9. อาการชาไม่ค่อยมีความรู้สึก เนื่องมาจากเบาหวานจะทำลายเส้นประสาทให้เสื่อมสมรรถภาพลงความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกจึงถดถอยลง

  10. อาจจะมีอาการของโรคหัวใจ และโรคไต
โดย เบาหวานชนิดที่ 2 อาจจะมีอาการเหล่านี้บางอย่าง หรืออาจไม่มีอาการเหล่านี้เลย

อาการโรคเบาหวานที่พบบ่อยมีดังนี้
คนปกติก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือด 70-110 มก.%
หลังรับประทานอาหารแล้ว 2 ชม.ระดับน้ำตาลไม่เกิน 140 มก.%
ผู้ที่ระดับน้ำตาลสูงไม่มากอาจจะไม่มีอาการอะไร แต่คนเป็นเบาหวานมักจะพบอาการต่างๆดังนี้

-เมื่อน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่า180มก.% โดยเฉพาะในเวลากลางคืนน้ำตาลจะถูกขับออกทางปัสสาวะทำให้น้ำถูกขับออกมากขึ้น จึงมีอาการปัสสาวะบ่อยและเกิดการสูญเสียน้ำ

-หิวน้ำบ่อยเนื่องจากต้องทดแทนน้ำที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ

-อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เกิดเนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้
จึงย่อยสลายส่วนที่เป็นโปรตีนและไขมันในร่างกายออกมา

-หิวเก่งแต่น้ำหนักจะลดลงเนื่องจากร่างกายนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงมีการสลายพลังงานจากไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อ





อ้างอิง   




สาเหตุโรคเบาหวาน






โรคเบาหวานนั้นสามารถเกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย  สาเหตุของโรคเบาหวาน มีดังนี้


กรรมพันธุ์
      คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากรรมพันธุ์มีส่วนเกี่ยวข้องแน่นอนกับเบาหวาน คุณคงเคยเห็นว่าคนรู้จักมี
ญาติเป็นเบาหวานแล้วในครอบครัวนั้นก็เป็นเบาหวานกันหลายคน 

ความอ้วน
      เนื่องจากในคนอ้วนมีไขมันสะสมมาก ทำให้มีภาวะดื้อต่อการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอินสุลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่นำน้ำตาลเข้าเซลล์ ทำให้มีน้ำตาลส่วนเกินอยู่ในกระแสเลือด

มีโรคของตับอ่อน
      เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรังจาการดื่มสุรามากเกินไป ถูกตัดตับอ่อนไปเนื่องจากอุบัติเหตุ เป็นต้น ทำให้การผลิตฮอร์โมนอินสุลินลดลง

ยาบางชนิด
      เช่นยาสเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยาเคมีบำบัดบางชนิด ยารักษาโรคจิตเวชบางชนิด ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงได้  ถ้าคุณได้ยากลุ่มนี้อยู่ คุณควรตรวจเช็คระดับน้ำตาลเป็นระยะด้วยนะคะ

การตั้งครรภ์
ไม่น่าเชื่อการตั้งครรภ์ก่อให้เกิดเบาหวานได้ เนื่องจากรกสร้างฮอร์โมนที่มีผลยับยั้งการทำงานของอินซูลิน


ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคเบาหวาน


โรคเบาหวานคืออะไร


อาหารที่รับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน เซลล์ในตับอ่อนชื่อเบต้าเซลล์เป็นตัวสร้างอินซูลิน อินซูลินเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาท

ฮอร์โมนอินซูลินมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไร


อินซูลินเป็นฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของร่างกาย สร้างและหลั่งจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน ทำหน้าที่เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต ถ้าขาดอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ไม่ดี ร่างกายจะใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมีอาการต่างๆของโรคเบาหวาน นอกจากมีความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีความผิดปกติอื่น เช่น มีการสลายของสารไขมันและโปรตีนร่วมด้วย

อาการของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานชนิดที่สองจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ผู้ป่วยอาจจะไม่ได้สังเกตุ อาการที่พบได้บ่อยคือ น้ำหนักลด หิวเก่งรับประทานอาหารเก่ง ดื่มน้ำเก่ง ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน
ส่วนโรคเบาหวานชนิดที่1 อาการค่อนข้างจะเฉียบพลันอาการทำนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลด และบางท่านอาจจะมาด้วยโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่นภาวะเลือดเป็นกรด
ผู้ป่วยโรคเบาหวานหลายคนมาโรงพยาบาลด้วยเรื่องโรคแทรกซ้อนโดยที่ไม่มีอาการเบาหวานมาก่อน โรคแทรกซ้อนที่นำผู้ป่วยมาได้แก่

ใครมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้นผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี น้อง เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น หากมีทั้งพ่อ และแม่เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานร้อยละ 50
นอกจากนั้นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อเบาหวานได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือว่าอ้วน ไม่ออกกำลังกาย เป็นไขมันในเลือดสูง กลุ่มคนเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับชนิดที่ 1 ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเท่าๆกัน

การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

วิธีการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานแน่นอนคือการเจาะเลือดตรวจหาระดับน้ำตาล แต่วิธีการเจาะมีหลายวิธี
  • เจาะตอนเช้าหลังจากอดอาหาร 8 ชั่วโมง หากน้ำตาลมากกว่า 126 มก%จะถือว่าเป็นเบาหวาน
  • เจาะแบบซุ่ม หากมากกว่า 200 มก%และมีอาการเบาหวาน
  • ทดสอบความทนต่อน้ำตาล
  • การเจาะหาค่าน้ำตาลเฉลี่ย

การคัดกรองโรคเบาหวาน

เนื่องจากโรคเบาหวานจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ไม่มีอาการ นอกจากนั้นโรคเบาหวานในระยะที่เริ่มเป็นจะไม่มีอาการ การคัดกรองจะทำให้การวินิจฉัยโรคได้เร็วยิ่งขึ้น การคัดกรองหมายถึงการคัดเลือกผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานมาเจาะเลือดเพื่อวินิจฉัย กลุ่มเสี่ยงดังกล่าวได้แก่ น้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย อ้วน มีประวัติญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น

ชนิดของโรคเบาหวาน


โรคเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด ชนิดที่พบบ่อยได้แก่ชนิดที่ 2 พบในคนสูงอายุและมีน้ำหนักเกิน ส่วนชนิดที่ 1 มักจะพบในเด็กเป็นพวกขาดอินซูลิน การรักษาโรคเบาหวานทั้งสองชนิดไม่เหมือนกัน โรคแทรกซ้อนก็ต่างกัน การรักษาเบาหวานชนิดที่2จะเน้นเรื่องการควบคุมน้ำหนัก การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย ส่วนเบาหวานชนิดที่1จะให้อินซูลินเพื่อรักษาโรคเบาหวาน



หลักการรักษาโรคเบาหวาน

หลักการรักษาโรคเบาหวานจะต้องทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข มีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงคนปกติ และไม่มีโรคแทรกซ้อนซึ่งต้องประกอบไปด้วย
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร
  • การงดบุหรี่
  • การดูแลสุขภาพทั่วๆไป
  • การควบคุมความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ
  • การใช้ยาเม็ดหรือยาฉีด

โรคแทรกซ้อนที่เกิดจากเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งหรือตีบ หากหลอดเลือดแข็งหรือตีบที่อวัยวะส่วนไหนก็จะทำให้เกิดโรคที่อวัยวะนั้น ดังนั้นโรคเบาหวาจะมีโรคแทรกซ้อนทุกระบบ ได้แก่
  • ระบบประสาท
  • ตา
  • ไต
  • หัวใจและหลอดเลือด
  • ผิวหนัง
  • ช่องปาก

เป้าหมายของการรักษาเบาหวาน

โรคเบาหวานส่วนหนึ่งเกิดจากกรมพันธ์ อีกส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรม โรคเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อนมักจะปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงตีบ ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาโรคเบาหวานจึงจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การควบคุม
  • ความดันโลหิต
  • ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงเป้าหมาย
  • ควบคุมน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วน
  • ออกกำลังกาย
  • ควบคุมระดับน้ำตาล และน้ำตาลเฉลี่ยให้ใกล้เคียงปกติ
การรักษาเบาหวานที่ดีจะต้องมีระดับน้ำตาล และน้ำตาลเฉลี่ยดี ความดันโลหิต ระดับไขมัน น้ำหนัก การออกกำลังจะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอ่านที่นี่

การติดตามและประเมินการรักษา

การประเมินการรักษาโรคเบาหวานสามารถทำได้สองแบบคือ ประเมินด้วยแพทย์ ซึ่งแพทย์จะเจาะหาระดับน้ำตาล น้ำตาลเฉลี่ย การตรวจปัสสาวะหาโปรตีน การเจาะเลือดตรวจไขมัน การตรวจร่างกาย การวัดความดันโลหิต การตรวจตา การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้น
ในบางกรณีที่ผู้ป่วยจะต้องเจาะเลือดด้วยตัวเอง เพื่อการควบคุมโรคเบาหวานให้ดีเพื่อลดโรคแทรกซ้อน

แม้ว่าจะมียารักษาโรคเบาหวานเพิ่มเติม แต่ผลการรักษายังไม่ดี ประกอบกับจำนวนผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหานมีมากขึ้น ผูป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อเบาหวานมีจำนวนมากขึ้น และอายุที่เป็นโรคเบาหวานมีอายุน้อยลง ดังนั้นการป้องกันโรคเบาจะต้องทำก่อนการเกิดโรคเบาหวานซึ่งการป้องกันทำได้โดย
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
  • และการใช้ยา

การใช้ยารักษาโรคเบาหวาน

ยารักษาเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด แต่ละชนิดออกฤทธิ์ต่างกัน การเลือกใช้ยาอย่างถูกต้องจะป้องกันโรคแทรกซ้อนจากยา ยาเบาหวานแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มก็มีข้อบ่งชี้ในการใช้แตกต่างกัน






วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

โรคเบาหวาน



โรคเบาหวานเป็นโรคที่ร้ายแรง
คุณเคยอาจจะได้ยินว่าพวกเขาแค่เป็นโรคเบาหวานหรือน้ำตาลสูงนิดหน่อยเองทำให้รู้สึกว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง ซึ่งแท้จริงแล้วความคิดนี้ไม่ถูกต้อง โรคเบาหวานเป็นโรคที่ร้ายแรงแต่คุณ สามารถจัดการกับมันได้!
ผู้ป่วยโรคเบาหวานทุกคนจะต้องเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม และออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน
คุณจะมีความรู้สึกที่ดีขึ้น เมื่อคุณได้ดูแลสุขภาพของตัวเอง และโรคเบาหวานก็จะทุเลาลงและดีขึ้น รวมทั้งช่วยให้คุณสามารถหลีกเลี่ยงโรคแทรก ซ้อนต่างๆ อันมีสาเหตุมาจากโรคเบาหวาน เช่น:
โรคหัวใจล้มเหลวและโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน
โรคแทรกซ้อนต่างๆ เกี่ยวกับดวงตา ซึ่งสามารถนำไปสู่การมองเห็นไม่ชัดหรือถึงกับตาบอด
ระบบประสาทถูกทำลาย ซึ่งสามารถทำให้มือและเท้าของคุณเกิดอาการปวด เจ็บแปลบ หรือรู้สึกชา ในผู้ป่วยบางรายอาจถึงกับต้องสูญเสียเท้าหรือขาไป
โรคแทรกซ้อนต่างๆ เกี่ยวกับไต ซึ่งสามารถทำให้ไตของคุณหยุดทำงานได้
โรคเหงือกและการสูญเสียฟัน
เมื่อน้ำตาลในเลือดของคุณมีระดับใกล้เคียงปกติ อาจมีผลดังต่อไปนี้กับคุณ:
มีพลังงานมากขึ้น
อ่อนเพลียและกระหายน้ำน้อยลง รวมทั้งอาการปัสสาวะบ่อยลดลง
แผลสมานกันได้เร็วขึ้น และมีอาการของโรคติดเชื้อทางผิวหนังหรือกระเพาะปัสสาวะลดลง
มีโรคแทรกซ้อนเกี่ยวกับสายตา ผิวหนัง เท้า และเหงือกน้อยลง
         ... ทีมงานผู้เชี่ยวชาญโรคเบาหวานของคุณถามทีมสุขภาพของคุณว่าโรคเบาหวานของคุณคือชนิดใดเรียนรู้ว่าเพราะเหตุใดโรคเบาหวานจึงเป็นโรคที่ร้ายแรง  เรียนรู้ถึงวิธีการดูแลรักษาโรคเบาหวานที่จะทำให้คุณรู้สึก
             ดีขึ้นทั้งในวันนี้และในอนาคต ....

Diabetes


Contents
Step 1: Learn about diabetes...............................
Step 2: Know your diabetes ABCs.....................
Step 3: Manage your diabetes.............................
Step 4: Get routine care.....................................
Where to get help...............................................
4 Steps to Control
Your Diabetes. For Life.
This booklet presents four key steps to help you manage your diabetes and live a long and active life.
Step 1: Learn about diabetes.
Step 2: Know your diabetes ABCs.
Step 3: Manage your diabetes.
   Step 4: Get routine care to avoid problems.
Diabetes is a serious disease. It affects almost every part of your body. That is why a health care team may help you take care of your diabetes:
• doctor
• dentist
• diabetes educator
• dietitian
• eye doctor
• foot doctor
• mental health counselor
• nurse
• nurse practitioner
• pharmacist
• social worker
• friends and family
You are the most important member of the team.
The q in this booklet show actions you can take to manage your diabetes.
Help your health care team make a diabetes care plan that will work for you.
Learn to make wise choices for your diabetes care each day.

Step 1:
Learn about diabetes.
Diabetes means that your blood glucose (blood sugar) is too high. Here are the main types of diabetes.
Type 1 diabetes—the body does not make insulin. Insulin helps the body use glucose from food for energy. People with type 1 need to take insulin every day.
Type 2 diabetes—the body does not make or use insulin well. People with type 2 often need to take pills or insulin. Type 2 is the most common form of diabetes.
Gestational (jes-TAY-shon-al) diabetes mellitus (GDM)—occurs when a woman is pregnant. It raises her risk of getting another type of diabetes, mostly type 2, for the rest of her life. It also raises her child’s risk of being overweight and getting diabetes.

Diabetes is serious.
You may have heard people say they have “a touch of diabetes” or that their “sugar is a little high.” These words suggest that diabetes is not a serious disease. That is not correct. Diabetes is serious, but you can manage it!
All people with diabetes need to make healthy food choices, stay at a healthy weight, and be active every day.
Taking good care of yourself and your diabetes can help you feel better and avoid health problems caused by diabetes such as:
• heart attack and stroke
• eye problems that can lead to trouble seeing or going blind
• nerve damage that can cause your hands and feet to hurt, tingle, or feel numb. Some people may even lose a foot or a leg.
• kidney problems that can cause your kidneys to stop working
• gum disease and loss of teeth
When your blood glucose is close to normal you are likely to:
• have more energy
• be less tired and thirsty and urinate less often
• heal better and have fewer skin or bladder infections
• have fewer problems with your eyesight, skin, feet, and gums
 Ask your health care team which type of diabetes you have.
 Learn why diabetes is serious.
q Learn how caring for your diabetes helps you feel better today and in the future.

Step 2:
Know your diabetes ABCs.
Talk to you health care team about how to control your A1C, Blood pressure, and Cholesterol. This can help lower your chances of having a heart attack, stroke, or other diabetes problem. Here’s what the ABCs of diabetes stand for:
A for the A1C test (A-one-C).
It shows you how your blood glucose has been over the last three months. The A1C goal for most people is below 7.
High blood glucose levels can harm your heart and blood vessels, kidneys, feet, and eyes.
B for Blood pressure.
The goal for most people with diabetes is below 130/80.
High blood pressure makes your heart work too hard. It can cause heart attack, stroke, and kidney disease.
C for Cholesterol.
The LDL goal for most people is below 100.
The HDL goal for most people is above 40.
LDL or “bad” cholesterol can build up and clog your blood vessels. It can cause a heart attack or a stroke. HDL or “good” cholesterol helps remove cholesterol from your blood vessels.

 Ask your health care team:
what your A1C, Blood pressure, and cholesterol numbers are
what your ABC numbers should be
what you need to do to reach your targets

Step 3:
Manage your diabetes.
Many people avoid the long-term problems of diabetes by taking good care of themselves. Work with your health care team to reach your ABC goals. Use this self-care plan.
Use your diabetes food plan. If you do not have one, ask your health care team for one.
- Eat healthy foods such as fruits and vegetables, fish, lean meats, chicken or turkey without the skin, dry peas or beans, whole grains, and low-fat or skim milk and cheese.
- Keep fish and lean meat and poultry portions to about 3 ounces (or the size of a pack of cards). Bake, broil, or grill it.
- Eat foods that have less fat and salt.
- Eat foods with more fiber such as whole-grain cereals, breads, crackers, rice, or pasta.
Get 30 to 60 minutes of physical activity on most days of the week. Brisk walking is a great way to move more.
Stay at a healthy weight by making healthy food choices and moving more.
Ask for help if you feel down. A mental health counselor, support group, member of the clergy, friend, or family member will listen to your concerns and help you feel better.
Learn to cope with stress. Stress can raise your blood glucose. While it is hard to remove stress from your life, you can learn to handle it.
Stop smoking. Ask for help to quit.
Take medicines even when you feel good. Ask you doctor if you need aspirin to prevent a heart attack or stroke. Tell your doctor if you cannot afford your medicine or if you have any side effects.

Check your feet every day for cuts, blisters, red spots, and swelling. Call your health care team right away about any sores that won’t go away.
Brush your teeth and floss every day to avoid problems with your mouth, teeth, or gums.
Check your blood glucose. You may want to test it one or more times a day.
Check your blood pressure. If your doctor advises.
Report any changes in your eyesight to your doctor.
Talk to your health care team about your blood glucose targets. Ask how and when to test your blood glucose and how to use the results to manage your diabetes.
Use this plan as a guide to your self-care.
 Discuss how your self-care plan is working for you each time you visit your health care team

Step 4:
Get routine care to avoid problems.
See your health care team at least twice a year to find and treat problems early. Discuss what steps you can take to reach your goals.
At each visit get a:
• blood pressure check
• foot check
• weight check
• review of your self-care plan shown in Step 3
Two times each year get an:
• A1C test—It may be checked more often if it is over 7
Once each year get a:
• cholesterol test
• triglyceride (try-GLISS-er-ide) test- a type of blood fat
• complete foot exam
• dental exam to check teeth and gums—tell your dentist you have diabetes
• dilated eye exam to check for eye problems
• flu shot
• urine and a blood test to check for kidney problems
At least once get a:
• pneumonia (nu-mo-nya) shot
 Ask your health care team about these and other tests you may need. Ask what your results mean.
 Write down the date and time of your next visit.
 If you have Medicare, ask your health care team if Medicarewill cover some of the costs for
learning about healthy eating and diabetes self care special shoes, if you need them
 medical supplies
        diabetes medicines
Where to get help:
Many items are offered in English and Spanish.
National Diabetes Education Program
1-800-438-5383
www.ndep.nih.gov
American Association of Diabetes Educators
1-800-TEAM-UP4 (800-832-6874)
www.diabeteseducator.org
American Diabetes Association
1-800-DIABETES (800-342-2383)
www.diabetes.org
American Dietetic Association
1-800-366-1655
www.eatright.org
American Heart Association
800-AHA-USA1 (800-242-8721)
www.americanheart.org
Centers for Disease Control and Prevention
1-877-232-3422
www.cdc.gov/diabetes
Centers for Medicare & Medicaid Services
1-800-MEDICARE or (800-633-4227)
www.medicare.gov/health/diabetes.asp
National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases
National Diabetes Information Clearinghouse
1-800-860-8747

The U.S. Department of Health and Human Services’ National Diabetes Education Program (NDEP) is jointly sponsored by the National Institutes of Health (NIH) and the Centers for Disease Control and Prevention (CDC) with the support of more than 200 partner organizations.
โครงการให้ความรู้เรื่องโรคเบาหวานแห่งชาติ (NDEP) ของกรมบริการสุขภาพและประชาชนแห่งสหรัฐฯ ได้รับความอุปถัมภ์ร่วมกันจาก สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) และ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) โดยการสนับสนุนขององค์กรหุ้นส่วนมากกว่า 200 แห่ง
Reviewed by Martha Funnell, MS, RN, CDE
Michigan Diabetes Research and Training Center
ตรวจทานโดย Martha Funnell, MS, RN, CDE
Michigan Diabetes Research and Training Center (ศูนย์วิจัยและอบรมโรคเบาหวานแห่งมิชิแกน)
Thai translation provided by the Centers for Disease Control and Prevention Multilingual Services
Thai translation reviewed by Dolradee Kate Moraras, American Diabetes Association, Alexandria VA
แปลเป็นภาษาไทยโดย Centers for Disease Control and Prevention Multilingual Services(แผนกบริการหลายภาษาประจำศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค)
ตรวจทานการแปลภาษาไทยโดย ดลฤดี โมราราษฏร์ American Diabetes Association(สมาคมโรคเบาหวานอเมริกัน), Alexandria VA
NIH Publication No. NDEP-67TH • June 2007